วันอาทิตย์ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

ปฏิทินจีนปี พ.ศ. 2556/2013 ปีมะโรง(壬辰) - ปีมะเส็ง(癸巳) 1 มหาศักราช 1935 , รัตนโกสินทร์ศก 231 - 232 3, จุลศักราช 1374 - 1375 2556/2013

ประวัติวันตรุษจีน วันตรุษจีน 2556 วันที่ 10 กุมภาพันธ์ วันนี้เราเลยมี ประวัติวันตรุษจีน และเกร็ดความรู้เรื่อง ... วันตรุษจีน คือวันขึ้นปีใหม่ตามปฎิทินจีน เช่นเดียวกับสงกรานต์วันปีใหม่ไทย ... 

ประวัติวันตรุษจีน วันตรุษจีน 2556

คน


วันพฤหัสบดีที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2556

ข่าว 10 ความจริงน่าทึ่งบน FACEBOOK

Pete Cashmore ผู้ก่อตั้งและซีอีโอของเว็บล็อคข่าวไอทียอดฮิตอย่าง Mashable ซึ่งรับหน้าที่เขียนคอลัมน์เกี่ยวกับเครือข่ายสังคมและเทคโนโลยีให้ CNN.com ลงมือรวบรวมผลการสำรวจพฤติกรรมชาวเครือข่ายสังคมเพื่อประมวลเป็น "10 ความจริงน่าทึ่งของผู้ใช้เฟซบุ๊ก" ที่แม้จะเป็นการทำสำรวจในสังคมอเมริกัน แต่บางข้อก็พบได้บ่อยในสังคมไทยเช่นกัน
      
       ตัวอย่างบางส่วนใน 10 ผลการสำรวจน่าสนใจที่ Cashmore ยกมาพูดถึงคือ 47% เคยโพสต์คำสบถแสดงอารมณ์บนหน้าเพจเฟซบุ๊ก ขณะที่ชาวเฟซบุ๊กดีกรีปริญญาซึ่งพูดคุยเรื่องเหล้ายาปลาปิ้งจะมีแนวโน้มมีเพื่อนมากกว่าคนที่ไม่พูดถึงแอลกอฮอล์บนเฟซบุ๊ก และชาวเฟซบุ๊ก 48% เข้าไปดูโปรไฟล์ของแฟนเก่าบ่อยครั้ง 
คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น
ภาพล้อเลียนเครือข่ายสังคมเฟซบุ๊กในอินเทอร์เน็ต
1. เจ้านายและลูกน้องไม่ควรเป็นเพื่อนกันบนเฟซบุ๊ก
      
       การสำรวจชาวอเมริกันกว่า 1,000 คนในโครงการ Responsibility Project ของกลุ่ม Liberty Mutual ในเดือนกุมภาพันธ์ 2010 พบว่าคอเฟซบุ๊กอเมริกันมากกว่าครึ่งคิดว่าเจ้านายและลูกน้องไม่ควรเป็นเพื่อนกันบนเฟซบุ๊ก แม้ว่าชีวิตการทำงานและชีวิตประจำวันของคนไอทีจะคาบเกี่ยวกันมากขึ้น แต่คนไอทีก็ยังมองว่าควรมีเส้นแบ่งให้ชัดเจน และเจ้านายควรวางตัวให้ดีเพื่อจะได้ตัดสินพนักงานที่ความสามารถแท้จริงมากกว่าความสัมพันธ์ส่วนบุคคล โดย 62% มองว่าเป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสมหากเจ้านายตอบรับเป็นเพื่อนกับลูกน้องบนเฟซบุ๊ก
      
       2. ลิงก์เว็บไซต์ลามกถูกแชร์บนเฟซบุ๊กมากกว่าปกติถึง 90%
      
       ความจริงข้อนี้ได้จากการศึกษาของ Dan Zarrella ผู้เชี่ยวชาญด้านเครือข่ายสังคมซึ่งพบว่าตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์-พฤษภาคมปี 2010 ในบรรดาลิงก์เว็บไซต์ข่าวและบล็อกกว่า 12,000 ลิงก์ที่เขาศึกษา ปรากฏว่าลิงก์เว็บไซต์สยิวถูกแชร์หรือแบ่งปันในเฟซบุ๊กมากกว่าค่ามาตรฐานถึง 90% โดยลิงก์ที่มีหัวเรื่องในแง่บวกจะถูกแชร์มากกว่าหัวเรื่องด้านลบ
      
       3. คนมีคู่บนเฟซบุ๊กมีความสุขมากกว่าคนโสด
      
       เดือนกุมภาพันธ์ 2010 เฟซบุ๊กใช้วันวาเลนไทน์เป็นวันเปรียบเทียบสถานะความสัมพันธ์หรือ relationship status กับความสุขของผู้ใช้แต่ละคน ปรากฏว่าคนที่ตั้งสถานะว่า "in relationships" หรือ "กำลังเริ่มความสัมพันธ์" นั้นโพสต์ข้อความแสดงอารมณ์เชิงบวกมากกว่าคนที่มีสถานะ "Single" ทำให้แปลได้ว่าคนมีคู่บนเฟซบุ๊กนั้นมีความสุขมากกว่าคนโสด และคนที่แต่งงานแล้ว (married) หรือหมั้นหมายแล้ว (engaged) จะมีดีกรีความสุขมากกว่ากลุ่ม"เพิ่งเริ่มคบหา" ที่น่าสนใจคือกลุ่มที่ตั้งสถานะว่า "open relationship" หรือที่แปลว่ายังไม่ผูกสมัครรักใครเป็นตัวตน กลับมีความสุขน้อยกว่าคนโสด
คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น
Facebook เครือข่ายสังคมที่ทำให้คนออนไลน์สามารถสื่อสารกันได้ทั่วถึงทั่วโลก การสำรวจพบว่าชาวเฟซบุ๊กเข้าไปดูหน้าเพจของ"แฟนเก่า"บ่อยขึ้น
4. 21% บอกเลิกผ่านเฟซบุ๊ก
      
       การสำรวจในเดือนมิถุนายนปี 2010 ในกลุ่มผู้ใช้เฟซบุ๊ก 1,000 คน (70% เป็นชาย) พบว่ากว่า 25% เคยถูกทิ้งทางเฟซบุ๊ก โดยส่วนใหญ่ถูกทำร้ายจิตใจด้วยการเปลี่ยนสถานะเป็น "โสด" ของคนรัก การสำรวจครั้งนั้นพบว่า 21% ของกลุ่มตัวอย่างเลือกที่จะตัดสัมพันธ์ด้วยการเปลี่ยนสถานะ ซึ่งโชคยังดีเมื่อพบว่าส่วนใหญ่เป็นการเลิกราธรรมดา ไม่ใช่การหย่าร้างของคู่สามีภรรยา
      
       ยังมีการสำรวจอีกชิ้นที่พบว่า ผู้หญิงตกที่นั่งถูกตัดเยื้อใยผ่านเฟซบุ๊กน้อยกว่าผู้ชาย โดยผู้หญิงมีสถิติที่ 9% เทียบกับฝ่ายชายที่มีสัดส่วนถึง 24%
      
       5. 85% ของผู้หญิงถูกเพื่อนในเฟซบุ๊ก"รำคาญ"
      
       การสำรวจของกลุ่ม Eversave ซึ่งถูกเปิดเผยในเดือนมีนาคม พบว่าชาวเฟซบุ๊กหญิงกว่า 85% ยอมรับว่าเคยถูกเพื่อนบนเฟซบุ๊กรำคาญเคืองใจ โดยส่วนใหญ่บอกว่าถูกรำคาญด้วยข้อหา"บ่นตลอดเวลา" (63%) บางคนโดนข้อหา "พูดเรื่องการเมืองไม่พึงประสงค์" (42%) และ "คุยโวเกี่ยวกับชีวิตสมบูรณ์แบบ" (32%)
      
       6. ครอบครัวเฟซบุ๊ก 25% ไม่ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว
      
       เดือนมิถุนายนปี 2010 การสำรวจโดยนิตยสาร Consumer Reports พบว่า 1 ใน 4 ของครัวเรือนที่มีชื่อบัญชีใช้งานเฟซบุ๊กยังไม่ทราบหรือไม่ลงมือตั้งค่าความเป็นส่วนตัวในเฟซบุ๊ก โดย 26% ของครอบครัวที่มีเด็ก มีความเป็นไปได้ที่จะทำให้เด็กมีความเสี่ยงตกอยู่ในอันตราย โดยเฉพาะภัยลักพาตัว ด้วยการโพสต์ภาพและชื่อของเด็กลงไป ซึ่งจะสามารถเปิดโอกาสให้โจรร้ายสามารถรู้ข้อมูลของเด็กได้โดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์
      
       7. พ่อแม่ 48% เป็นเพื่อนกับลูกบนเฟซบุ๊ก
      
       ข้อนี้ในเมืองไทยก็เห็นได้มาก โดยการสำรวจช่วงพฤษภาคม 2010 โดย Retrevo พบว่าพ่อแม่เกือบครึ่งที่ขอเป็นเพื่อนกับลูกในเครือข่ายสังคม ซึ่งเมื่อพ่อแม่กลุ่มตัวอย่างถูกถามว่า จะยินยอมให้ลูกลงชื่อใช้งานเฟซบุ๊กหรือเครือข่ายสังคมอื่นได้อายุเท่าใด ราว 26% ระบุว่าต้องรอให้มากกว่า 18 ปี โดย 36% บอกว่า 16-18 ปี อีก 30% บอกว่า 13-15 ปี เพียง 8% เท่านั้นที่บอกว่าต่ำกว่า 13 ปี
คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น
มาร์ก ซัคเกอร์เบิร์ก (Mark Zuckerberg) ผู้ก่อตั้ง Facebook
8. 47% สบถบน wall
      
       การสำรวจโดยบริษัท Reppler พบว่าผู้ใช้เฟซบุ๊ก 47% เคยโพสต์ข้อความสบถระบายอารมณ์ขุ่นมัวไว้บนวอลล์ หรือกระดานแสดงความเคลื่อนไหวในเฟซบุ๊ก โดยคำสบถยอดนิยมหนีไม่พ้น "F-word" หรือ F_ck นั่นเอง
      
       9. 48% ดูโปรไฟล์แฟนเก่าบ่อยขึ้น
      
       ผลการสำรวจนี้เป็นของ YouTango กลุ่มตัวอย่าง 48% ยอมรับว่าเข้าไปดูโปรไฟล์ของแฟนเก่าบ่อยครั้งกว่าเมื่อตอนยังคบกัน ผลการสำรวจนี้ถูกมองว่าเทคโนโลยีใหม่อย่างเครือข่ายสังคมเป็นตัวการควบคุมให้คนอกหักมีพฤติกรรมเช่นนี้ (อิอิ)
      
       10. 36% ของคนเฟซบุ๊กอายุ 35 ลงไป เล่น Facebook, Twitter หลังมีเพศสัมพันธ์
      
       ผลการสำรวจนี้ถูกเผยแพร่ในเดือนตุลาคมปี 2009 โดย Retrevo ระบุว่าเครือข่ายสังคมกำลังกลายเป็นสิ่งที่สำคัญในวิถีชีวิตคนรุ่นใหม่ โดยพบว่าในคนอเมริกันที่มีอายุ 35 ปีลงไป จะเล่นทวิตเตอร์ เฟซบุ๊ก หรือส่งข้อความแชต (texting) หลังตะลุ่มตุ้มแช่กันแล้ว
      
       น่าตกใจที่การสำรวจในครั้งนั้นพบว่า 40% ของกลุ่มตัวอย่างเล่นทวิตเตอร์ เฟซบุ๊ก และแชตขณะขับรถ อีก 64% บอกว่าทำขณะทำงาน อีก 65% บอกว่าใช้เป็นช่องทางสื่อสารระหว่างวันหยุด
      
       ถ้าเป็นในเมืองไทย ความจริงน่าทึ่งของชาวเฟซบุ๊กอาจจะเป็น"คนไทยดูละครผ่านเฟซบุ๊ก"ก็ได้ เพราะคอละครไทยจำนวนไม่น้อยโพสต์ข้อความอัปเดทเฟซบุ๊กด้วยความอินในอารมณ์เหลือเกิน ^ ^







ข้อมูลจาก : 
http://www.manager.co.th/Cyberbiz/ViewNews.aspx?NewsID=9540000065369

ประกาศผลสอบห้องเรียนวิทยาศาสตร์ โรงเรียนจุฬาภรณราชวิทยาลัย มุกดาหารรอบแรก

ประกาศผลสอบห้องเรียนวิทยาศาสตร์ โรงเรียนจุฬาภรณราชวิทยาลัย มุกดาหารรอบแรก

วันอาทิตย์ที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2556

“แสงซินโครตรอน”จัดเต็ม มหกรรมวิทย์’55 โชว์สถานีทดลองล้ำยุค – ผลงานวิจัยชิ้นเอก

 สถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน ร่วมจัดนิทรรศการวิชาการ โชว์สถานีการทดลองล้ำยุค  “แสง แม่เหล็ก และคลื่น” พร้อมแสดงผลงานวิจัยเด่น ใน “งานมหกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ปี 2555 ”  กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ที่ ไบเทคบางนาระหว่าง 17 - 31 ส.ค. นี้
          ศ.น.ท. ดร.สราวุฒิ   สุจิตจร  ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน(องค์การมหาชน) จ.นครราชสีมา กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี  เปิดเผยว่า “สถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน (องค์การมหาชน)  ได้เข้าร่วมจัดนิทรรศการวิชาการใน งานมหกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีประจำปี 2555 ของกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ที่กำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 17-31 สิงหาคม 2555 ณ ศูนย์การจัดแสดงนิทรรศการไบเทค บางนา  ด้วยพื้นที่ในการจัดนิทรรศการครั้งนี้รวมกว่า  400  ตารางเมตร (ตร.ม.) แบ่งการจัดนิทรรศการที่น่าสนใจออกเป็น 4 โซนหลัก ได้แก่ 

          โซนที่ 1. เป็นสถานีการทดลองในรูปแบบ Hands on experiments ภายใต้หัวข้อ “แสง แม่เหล็ก และคลื่น”  ซึ่งในส่วนนี้มีสถานีการทดลองย่อยรวม 10 สถานีที่จะให้ประชาชนและเยาวชนได้สัมผัสเรียนรู้และทดลองด้วยตัวเอง ประกอบด้วย 1. สถานีการทดลองกระดิ่งในกล่องแก้วสุญญากาศ 2. สถานีการทดลองการกระเจิงของแสง และโพลาไรเซชั่น 3. สถานีการทดลององค์ประกอบของแสง  4. สถานีการทดลองการหักเหของแสง 5. สถานีการทดลองแผ่นฟิล์มดูสนามแม่เหล็ก 6. สถานีการทดลองแม่เหล็กไฟฟ้า 7. สถานีการทดลองวงแหวนอิเล็กตรอน Helmholtz Coils  8. สถานีการทดลองพลาสมาบอล 9.สถานีการทดลองแม่เหล็กเหลว 10.สถานีการทดลองสนามแม่เหล็ก การทดลองเหล่านี้ล้วนเสริมสร้างความรู้พื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ของแสงซินโครตรอน  โซนที่ 2 เป็นห้องฉายภาพยนตร์ 3 มิติ Mr.Synchrotron เด็ก ๆ จะได้พบกับพี่ซินโครตรอนและเพื่อนพ้อง  โซนที่ 3 เป็นส่วนนิทรรศการความร่วมมือระหว่างซินโครตรอนไทย คือ สถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน (องค์การมหาชน) กับ ซินโครตรอนฝรั่งเศส ซึ่งก็คือ European Synchrotron Radiation Facility (ESRF) ประเทศฝรั่งเศส ด้วยการสนับสนุนงบประมาณจากสถานฑูตฝรั่งเศส ในการพัฒนาเทคโนโลยีด้านแสงซินโครตรอน และนิทรรศการผลงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการประยุกต์ใช้แสงซินโครตรอนเพื่อค้นหาความลับที่ซ่อนอยู่ในวัตถุโบราณต่างยุคสมัย และโซนที่ 4 เป็นเวทีกิจกรรมบนเวที Science Show พบกับการตอบคำถาม เล่นเกมส์รับของรางวัลมากมายจาก Pretty สาวสวยที่จะมาให้ความรู้เรื่องแสงซินโครตรอน”

          ศ. น.ท. ดร.สราวุฒิ กล่าวอีกว่า “นอกจากนี้ สถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน  ยังได้นำผลงานวิจัยเด่นร่วมแสดงในนิทรรศการครั้งนี้  เช่น ซินโครตรอนกับศึกษาสารต้านมะเร็งจากพืชสมุนไพร, การจำแนกเซลล์กระดูกอ่อนที่พัฒนามาจากเซลล์ต้นกำเนิด,  เทคนิค FTIR microspectroscopy กับอนาคตในการรักษาโรคตับจากเซลล์ต้นกำเนิด, การศึกษากระจกเกรียบโบราณของไทยด้วยแสงซินโครตรอน, อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์แห่งอนาคตจากอ็อกไซด์ของโลหะ, แสงซินโครตรอนวิจัยเพื่อหาการจัดเรียงโมเลกุลของแป้งเม็ดมะขามสำหรับควบคุมการปลดปล่อยยา,เพิ่มผลผลิตมันสำปะหลังด้วยจุลินทรีย์ต่อต้านโรคใบไหม้, การให้บริการและถ่ายทอดเทคโนโลยีแก่ภาคอุตสาหกรรม เป็นต้น”

          อย่างไรก็ตามขอเชิญชวนประชาชนและเยาวชน เข้าเยี่ยมชมบูธของสถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน ได้ในงานมหกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีประจำปี 2555  ซึ่งจะได้ทั้งความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย ได้สัมผัสและเรียนรู้เกี่ยวกับห้องปฏิบัติการแสงสยามแห่งเดียวของไทยและแห่งใหญ่ที่สุดในอาเซียน ภายในงานนี้” ศ.น.ท.ดร.สราวุฒิ กล่าวในที่สุด

การอ่าน เขียน หรือเล่น อาจทำให้สมองนั้นคงสภาพดีไว้ไ้ด้



“การอ่านหนังสือพิมพ์ เขียนจดหมาย ไปห้องสมุด ไปดูการแสดงหรือเล่นเกมอย่างหมากรุก หมากฮอส นั้นเป็นกิจกรรมง่ายๆที่สามารถทำให้สมองมีสุขภาพดีขึ้นได้” ( รูปภาพจาก fsclchess.org )

งานวิจัยชิ้นใหม่ที่ถูกนำเสมอไป ณ วันที่ 25 พฤศจิกายนในงานประชุมประจำปีของสมาคมรังสีวิทยาแห่งอเมริกาเหนือ หรือ Radiological Society of North America (RSNA) นั้นกล่าวว่า กิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับปัญญาอย่างการอ่านและเขียนนั้นสามารถรักษาความมั่นคงของโครงสร้างสมองของผู้สูงวัยได้

ในขณะที่งานวิจัยชิ้นก่อนๆได้แสดงถึงความเกี่ยวเนื่องกันระหว่างกิจกรรมการเรียนรู้ในช่วงหลังของชีวิตกับความเฉียบแหลมทางปัญญา งานวิจัยชิ้นใหม่จากดร. Konstantinos Arfanakis และเพื่อนร่วมงานของเขาที่ Rush University Medical Center และ Illinois Institute of Technology ในรัฐชิคาโกได้ทำการวิจัยว่ากิจกรรมด้านการเรียนรู้ในช่วงหลังของชีวิตนั้นอาจให้ผลกระทบอย่างไรต่อส่วนเนื้อสีขาว (white matter) ของสมอง ซึ่งประกอบไปด้วยเส้นใยประสาท หรือ axon ที่คอยส่งข้อมูลไปทั่วทั้งสมอง

“การอ่านหนังสือพิมพ์ เขียนจดหมาย ไปห้องสมุด ไปดูการแสดงหรือเล่นเกมอย่างหมากรุก หมากฮอส นั้นเป็นกิจกรรมง่ายๆที่สามารถทำให้สมองมีสุขภาพดีขึ้นได้” ดร. Arfanakis กล่าว

นักวิจัยได้ใช้การถ่ายภาพ MRI ด้วยวิธีที่เรียกว่า diffusion tensor imaging (TDI) ซึ่งจะให้ข้อมูลเชิงโครงสร้างของสมองเพื่อที่จะเอาข้อมูลของคุณสมบัติการกระจายในเชิงทิศทางเพื่อดูว่าโมเลกุลของน้ำนั้นเคลื่อนไหวในอย่างไรในสมอง ซึ่งในส่วนเนื้อสีขาวนั้นการกระจายในเชิงทิศทางอาศัยข้อเท็จจริงที่ว่าน้ำนั้นจะเคลื่อนไหวในทิศทางคู่ขนานกับเส้นใยประสาทของสมองได้ง่ายขึ้น และลำบากขึ้นในทิศทางที่ตั้งฉากกับใยประสาท เหตุเพราะว่ามันถูกกีดขวางโดยโครงสร้างต่างๆเช่นเยื่อใยสมองและเยื่อไมอีลิน (myelin) โดยดร. Arfanakis กล่าวว่า “ความแตกต่างในการกระจายตัวไปตามทิศทาต่างๆนั้นจะเพิ่มค่าของการกระจายในเชิงทิศทาง ซึ่งจะสูงขึ้นเมื่อการกระจายตัวนั้นเกิดขึ้นในทิศทางหนึ่งมากกว่าที่จะเกิดขึ้นในทิศทางอื่นๆ” อย่างไรก็ตาม ค่านี้จะลดลงไปตามอายุ การบาดเจ็บ และการเจ็บป่วยด้วยโรคภัยต่างๆ 

ดร. Arfanakis กล่าวว่า “ในเนื้อสีขาวที่ดีนั้น น้ำจะไม่สามารถเคลื่อนที่ได้มากในทิศทางที่ตั้งฉากกับเส้นใยสมอง แต่ถ้าหากว่าควาาหน้าแน่นของเซลล์ประสาทต่ำหรือเยื่อไมอีลินน้อยล่ะก็ น้ำจะมีอิสระที่จะเคลื่อนที่ในแนวตั้งฉากกับเส้นใยสมองมากขึ้น ทำให้ค่าของการกระจายในเชิงทิศทางลดลง ซึ่งค่านี้นั้นจะสัมพันธ์กับความชราด้วย”

งานวิจัยชิ้นนี้ได้รวบรวมผู้เข้าร่วมสูงอายุจำนวนทั้งสิ้น 152 คน ที่มีค่าอายุเฉลี่ย 81 ปี จากอดีตโครงการใหญ่ที่วิจัยปัจจัยเสี่ยงของโรคอัลไซเมอร์ ชื่อว่า Rush Memory and Aging Project 

จากการตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์โดยละเอียดพบว่าผู้เข้าร่วมทดสอบนั้นไม่มีอาการจิตเสื่อมหรือความบกพร่องด้านการเรียนรู้แต่อย่างใด หลังจากนั้นนักวิจัยได้ขอให้ผู้เข้าร่วมทดสอบให้คะแนนตามช่วง 1 ถึง 5 ตามความถี่ของขำนวนครั้งที่พวกเขาได้เข้าร่วมกิจกรรมทางปัญญาในช่วงตลอดปีที่ผ่านมา ซึ่งในกิจกรรมเหล่านั้นมีการอ่านหนังสือพิมพ์และแม็กกาซีน เขียนจดหมายและการเล่นไพ่กับเกมกระดานรวมอยู่ด้วย 
ผู้เข้าร่วมทดสอบได้ผ่านการแสกนสมองด้วย MRI เพื่อให้ทางนักวิจัยได้เก็บข้อมูลเพื่อนำไปใช้ในการสร้างภาพจำลองการกระจายในเชิงทิศทางได้

การวิเคราะห์ข้อมูลได้เปิดเผยความสัมพันธ์ที่สำคัญยิ่งระหว่างความถี่ของกิจกรรมการเรียนรู้ในช่วงหลังของชีวิตและค่าของการกระจายทางทิศทางที่สูงขึ้นในสมอง “ในบางพื้นที่ของสมอง ซึ่งรวมไปถึงพื้นที่ๆค่อยข้างสำคัญต่อการเรียนรู้นั้นได้แสดงถึงความเกี่ยวโยงกันระหว่างโครงสร้างกับกิจกรรมด้านการเรียนรู้ในช่วงหลังของชีวิต” Dr. Arfanakis กล่าว “การทำให้สมองวุ่นเข้าไว้ในตอนแก่ตัวนั้นจะส่งผลในด้านบวกแก่เรา”

จากคำกล่าวของดร. Arfanakis  นั้น การกระจายในเชิงทิศทางนั้นจะมีค่าต่ำลงเรื่อยๆตั้งแต่อายุ 30 เป็นต้นไป “การที่ผู้สูงวัยมีค่าการกระจายในเชิงทิศทางสูงและเข้าร่วมกิจกรรมด้านการเรียนรู้บ่อยๆนั้นชี้ให้เห็นว่าบุคคลเหล่านี้มีคุณสมบัติทางสมองที่คล้ายคลึงกับผู้ที่มีอายุอ่อนกว่า” 

การวิจัยนั้นจะยังคงดำเนินต่อไปเพื่อที่จะติดตามผู้เข้าร่วมทดสอบโดยมุ่งเน้นไปในการเปรียบเทียบค่าของการกระจายตัวทางทิศทางเมื่อเวลาผ่านพ้นไป “ในกลุ่มผู้เข้าร่วมทดสอบเหล่านี้ เราได้แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างกิจกรรมการเรียนรู้ในช่วงหลังของชีวิตและความมั่นคงแข็งแกร่งของโครงสร้างแล้ว แต่เรายังไม่ได้แสดงว่าสิ่งหนึ่งเป็นสาเหตุของอีกสิ่งหนึ่งเลย” ดร. Arfanakis กล่าว “พวกเราอยากจะติดตามคนไข้รายเดียวกันไปช่วงเวลาหนึ่งเพื่อที่จะแสดงให้เห็นถึงความเชื่อมโยงที่เป็นเหตุเป็นผลระหว่างกันด้วย”



ดาวเคราะห์น้อย Apophis จะพุ่งชนโลกในช่วงที่เข้าใกล้โลกปี 2036 นั้น เป็นไปไม่ได้



 
ชาวโลกวางใจได้แล้วเมื่อนาซ่าออกมายืนยันว่า โอกาสที่ดาวเคราะห์น้อย Apophis จะพุ่งชนโลกในช่วงที่เข้าใกล้โลกปี 2036 นั้น เป็นไปไม่ได้
 
นักวิทยาศาสตร์ที่องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติ สหรัฐฯ หรือนาซ่า ทำการอัพเดตข้อมูลจากการสำรวจด้วยกล้องโทรทรรศน์ที่ได้รับการสนับสนุนจากองค์กรระหว่างปี 2011 ถึงปี 2012 ตลอดจนข้อมูลใหม่ช่วงที่ดาวเคราะห์ดวงนี้เข้าใกล้โลกในวันที่ 9 มกราคม 2013 จนล่าสุด นักวิทยาศาสตร์ที่ศูนย์ปฏิบัติการวิจัยแรงขับเคลื่อนไอพ่นที่พาซาเดน่า แคลิฟอร์เนีย ก็ยืนยันแล้วว่า ข่าวลือที่ว่าดาวเคราะห์น้อยดวงนี้จะพุ่งชนโลกในอีกยี่สิบกว่าปีข้างหน้านั้น เป็นไปไม่ได้
 
ดาวเคราะห์น้อยดวงนี้ถูกค้นพบขึ้นครั้งแรกในปี 2004 โดยมีขนาดประมาณ 1 ใน 3 ของสนามฟุตบอล แต่เพิ่งจะมาได้รับความสนใจในวงการวิทยาศาสตร์อวกาศและสื่อต่างๆเมื่อการคำนวณเบื้องต้นนั้นระบุว่า มีโอกาส 2.7 เปอร์เซ็นต์ที่จะพุ่งชนโลกในช่วงที่เข้าใกล้โลกในปี 2029 แต่เมื่อทำการคำนวณและสำรวจเพิ่งเติมกลับพบว่า โอกาสที่จะพุ่งชนโลกในปี 2029 นั้นแทบไม่มีเลย แต่เมื่อคิดคำนวณไปไกลกว่านั้นคือในปี 2036 พบว่า มีโอกาสที่จะพุ่งชนโลกได้เช่นกัน และนักวิทยาศาสตร์ก็ตระหนกกันเรื่อยมา จนกระทั่งวางใจได้แล้วเมื่อวันพุธที่ผ่านมา
 
"เมื่อเราได้ข้อมูลใหม่จากสถาบันแมกดาเลน่า ริดจ์ (สถาบันเหมืองแร่และเทคโนโลยี นิวเม็กซิโก) และจากการสำรวจด้วยกล้องจากโครงการแพน-สตาร์ส (มหาวิทยาลัยฮาวาย) พร้อมทั้งข้อมูลล่าสุดจากเรดาร์ระบบสุริยะโกลด์สโตน เราสามารถปฏิเสธความเห็นไปได้ที่ดาวเคราะห์น้อย Apophis จะพุ่งชนโลกในปี 2036 ได้เลย" ดอน ยีโอแมนส์ ผู้อำนวยการโครงการวัตถุใกล้โลกของนาซ่าแถลง
 
"การพุ่งชนนั้นมีโอกาสน้อยกว่า 1 ในล้าน ซึ่งก็ทำให้เราพูดได้อย่างสบายใจเลยว่า เราสามารถปฏิเสธโอกาสที่มันจะพุ่งชนโลกในปี 2036 ได้เลย ความสนใจของเราที่มีต่อดาวเคราะห์น้อย Apophis จากนี้ไปจะมีก็เพื่อเรื่องวิทยาศาสตร์เท่านั้น"
 
อย่างไรก็ตาม ในวันที่ 13 เมษายน 2029 นั้น ดาวเคราะห์น้อย Apophis จะเป็นดาวเคราะห์น้อยที่จะเข้าใกล้โลกมากที่สุดดวงหนึ่ง ด้วยระยะใกล้กว่า 19,400 ไมล์ (31,300 กิโลเมตร) เหนือพื้นโลก!
 
"แต่อีกไม่นานนี้ ดาวเคราะห์น้อยที่ไม่ค่อยจะมีใครรู้จัก ชื่อ 2012 DA 14 ก็มีผ่านเข้ามาใกล้กับโลกเราเหมือนกันนะ คือช่วงกลางเดือนหน้านี้เอง ขนาดราวๆ 40 เมตรเท่านั้น ซึ่งจะเฉียดโลกที่ระยะห่าง 17,200 ไมล์เหนือพื้นโลกเท่านั้น" ยีโอแมนส์กล่าวต่อ
 
"เมื่อกล้องโทรทรรศน์ตัวใหม่เราทำงานได้ กล้องโทรทรรศน์ที่เรามีก็จะยกระดับไปอีกขั้น และจากนั้น เราก็จะทำการระบุวงโคจรของดาวเคราะห์น้อยต่างๆได้อย่างแม่นยำมากขึ้น เพราะการทำงานกับวัตถุใกล้โลกนี้ เรานิ่งนอนใจไม่ได้อยู่แล้ว"
 
ปัจจุบัน นาซ่า ได้ดำเนินการตรวจจับและติดตามดาวเคราะห์น้อยและดาวหางที่เข้ามาใกล้กับโลกโดยใช้ทั้งกล้องโทรทรรศน์ภาคพื้นดินและอวกาศ ในชื่อโครงการ "Spaceguard" เพื่อจะได้ติดตามดูภัยคุกคามจากนอกโลกได้
 
อ้างอิง: NASA/Jet Propulsion Laboratory (2013, January 11). NASA rules out Earth impact in 2036 for asteroid Apophis. ScienceDaily. Retrieved January 13, 2013, from http://www.sciencedaily.com/releases/2013/01/130111133502.htm